รวมคำถามและข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับการแบ่งมรดกตามหลักอิสลาม
ไม่มีสิทธิรับมรดก (ฟะรออิด) เนื่องจากอิสลามให้ความสำคัญกับสายเลือดแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้ตายสามารถมอบทรัพย์สินให้ลูกบุญธรรมได้ในรูปแบบของ พินัยกรรม (วะศียะฮฺ) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกิน 1/3 ของทรัพย์สินทั้งหมด
มีสิทธิ หากทารกนั้นอยู่ในครรภ์ขณะที่เจ้าของมรดกเสียชีวิต หลักการคือจะต้อง "กันส่วนแบ่ง" มรดกไว้ให้ทารกในครรภ์ก่อน (โดยปกติจะเผื่อไว้ในสัดส่วนที่มากที่สุด เช่น เผื่อว่าเป็นเด็กชาย) และเมื่อทารกคลอดออกมา "มีชีวิต" จึงจะได้รับส่วนแบ่งนั้น หากคลอดมาเสียชีวิต ส่วนแบ่งที่กันไว้จะถูกนำมาคำนวณแบ่งให้ทายาทคนอื่นๆ ต่อไป
แบ่งเป็น 2 กรณี:
ไม่ได้ ตามหลักการอิสลาม ผู้ที่ต่างศาสนากันจะไม่สามารถรับมรดกซึ่งกันและกันได้ (มุสลิมรับของคนต่างศาสนาไม่ได้ และคนต่างศาสนารับของมุสลิมไม่ได้) แต่สามีสามารถทำพินัยกรรมมอบเงินหรือทรัพย์สินให้ภรรยาหรือญาติที่ต่างศาสนาได้ ไม่เกิน 1/3
ตามหลักอิสลาม ทายาท ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สิน ในส่วนที่เกินกว่ากองมรดกด้วยทรัพย์สินส่วนตัวของตนเอง (จ่ายหนี้เท่าที่กองมรดกมี) แต่ในทางจริยธรรม ศาสนาส่งเสริมและสนับสนุนให้ทายาทช่วยกันชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้ผู้ตาย เพื่อให้ผู้ตายพ้นจากภาระผูกพันในวันปรโลก
ลูกที่เกิดนอกสมรส (ไม่ได้เกิดจากการนิกาฮฺที่ถูกต้อง) ไม่มีสิทธิรับมรดกจากผู้เป็นพ่อ และพ่อก็รับมรดกจากลูกไม่ได้เช่นกัน (รวมถึงไม่สามารถใช้นามสกุลหรือให้พ่อเป็นวลีได้) แต่เด็กจะมีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดกับฝั่ง "แม่" จึงมีสิทธิรับมรดกจากแม่และญาติฝั่งแม่ตามปกติ
ไม่ถือเป็นมรดก และทวงคืนไม่ได้ การให้ตอนยังมีชีวิตและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เรียกว่า "ฮิบะฮฺ" (การให้โดยเสน่หา) เมื่อโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้รับทันที เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ทายาทคนอื่นจะมาทวงทรัพย์สินนี้มาจัดสรรเป็นมรดกไม่ได้
* ข้อควรระวัง: ตามหลักศาสนา พ่อแม่ควรให้ลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (ไม่ว่าจะชายหรือหญิงในกรณีของฮิบะฮฺ) เพื่อป้องกันความบาดหมางในหมู่พี่น้อง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันควร เช่น ลูกคนนั้นพิการหรือยากจนกว่าคนอื่นมาก
ตามหลักฟะรออิดดั้งเดิม หากปู่ยังมี "ลูกชายคนอื่น" (ลุง/อา ของเรา) มีชีวิตอยู่ หลานจะ ถูกกันสิทธิ (หะญับ) ทำให้ไม่ได้รับมรดกโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหลายประเทศ (รวมถึงมติของนักวิชาการส่วนใหญ่) ใช้แนวทาง "วะศียะฮฺ วาญิบะฮฺ" (พินัยกรรมจำเป็น) คือให้กันทรัพย์สินส่วนหนึ่งของปู่ (ไม่เกิน 1/3) มอบให้แก่หลานกำพร้า เพื่อเป็นการเยียวยาและหลักมนุษยธรรม
หากพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าใครเสียชีวิตก่อน หลักการคือ "จะไม่สืบมรดกซึ่งกันและกัน"
หมายความว่า ทรัพย์สินของพ่อ ก็จะถูกแบ่งให้ทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ของพ่อ (ไม่โยกมาให้ลูกคนนี้) และทรัพย์สินของลูกคนนี้ ก็จะถูกแบ่งให้ทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ของลูกคนนี้ (ไม่โยกกลับไปให้พ่อ) ถือเป็นการแยกกองมรดกออกจากกันโดยเด็ดขาด
ต้องทำการ "กันส่วนแบ่ง" ของผู้สูญหาย (อัล-มัฟกูด) ไว้ต่างหากก่อน ห้ามนำไปแจกจ่ายให้คนอื่น จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญ (ถือว่าเสียชีวิตตามกฎหมาย) หรือจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเขาเสียชีวิตแล้วจริงๆ
หากพิสูจน์ได้ว่าเขา ตายก่อน เจ้าของมรดก ส่วนแบ่งที่กันไว้จะถูกนำมาคำนวณแบ่งใหม่ให้ทายาทคนอื่นๆ ต่อไป แต่ถ้าเขากลับมา ก็ให้มอบส่วนแบ่งที่กันไว้นั้นแก่เขาทันที
หากคุณมีกรณีศึกษาที่ซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา หรือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เพื่อให้ได้ข้อตัดสินที่ถูกต้องที่สุดสำหรับกรณีของคุณ